แก่นตะวัน   ไม่ใช่พืชพื้นถิ่นของประเทศไทย ถิ่นกำเนิดเดิมอยู่ที่ตอนใต้ของประเทศแคนาดา ตอนเหนือของประเทศสหรัฐอเมริกาเพราะฉะนั้นอยู่ในเขตที่ค่อนข้างหนาวเย็น ชื่อเดิมมีชื่อว่า Jerusalem artichoke ชื่อนี้สร้างความสับสนให้กับผู้คนได้ พอสมควรเพราะ artichoke เป็นชื่อนำหน้าคนมักจะมีความเข้าใจผิดคิดว่าน่าจะเรียกเป็นพืชไทย ๆ ก็เลยเรียกว่า แก่นตะวัน เหตุผลที่เรียกเพราะว่าเค้าเป็นพืชที่มีความใกล้ชิดกับ ทานตะวัน แก่นก็สืบความหมายว่าเป็นพืชที่ค่อนข้างทนทานเนื่องจากอยู่ในเขตหนาว เกือบสุดขั้วที่ถิ่นกำเนิดเดิมแต่ว่ามาอยู่ร้อนเกือบสุดขีดอย่างบ้านเรา ฉะนั้นเราจึงเรียกว่า แก่นตะวัน  แก่นตะวัน เป็นพืชที่ใกล้ชิดกับทานตะวันเพราะฉะนั้นรูปร่างหน้าตาจะค่อนข้างคล้ายกับทานตะวันในเรื่องของใบและต้นเพียงแต่ว่าต้นจะแตกแขนงมากกว่าทานตะวัน แก่นตะวันในบ้านเราปัจจุบันนี้มีการพัฒนาพันธุ์จนกระทั่งเป็นต้นเดียวไม่มีการแตกแขนง ในขณะที่ต้นสูงประมาณเมตรครึ่งลักษณะใบจะคล้ายกับทานตะวันแต่ว่าดอกจริง ๆ นั้นจะเล็กกว่าทานตะวันมาก ดอกจะคล้าย ๆ กับดอกบัวตองมากกว่าทานตะวัน แต่ว่าจะมีลักษณะพิเศษก็คือว่าเค้ามีหัวอยู่ใต้ดินในขณะนี้ทานตะวันไม่มี ดอกบัวตองไม่มี หัวนี้จะเก็บสะสมอาหารโดยสารอาหารสำคัญคืออินซูรินซึ่งเป็นน้ำตาลมีโมเลกุลต่อกันอันนี้เป็นลักษณะโดยย่อของเจ้า แก่นตะวัน สำหรับดอกของ แก่นตะวัน นั้นจะมีสีเหลืองเพราะฉะนั้นถ้าเคยเห็นดอกบัวตองไปทางแม่ฮ่องสอนนั้นดอกก็จะคล้าย ๆ กัน กับดอกบัวตอง แต่ดอกสีเหลืองสดกว่าดอกบัวตอง
      สมุนไพรแก่นตะวัน กับความเป็นมาในบ้านเรา
ต้น แก่นตะวัน ได้มีการนำต้น แก่นตะวัน เข้ามาปลูกเมื่อปี พ.ศ.2539 ต่อมา
รศ.ดร.สนั่น จอกลอย อาจารย์คณะเกษตรศาสตร์ มหาวิทยาลัยขอนแก่น
ก็ได้นำสายพันธุ์ แก่นตะวันเข้ามาทดลองปลูกจำนวน 24 สายพันธุ์
และทำให้การวิจัยและพัฒนาสายพันธุ์แก่นตะวัน มาเรื่อยๆ    “แก่นตะวัน” (สนั่น,2549)
  ไร่ขอนแ่ก่นตะวัน  ขอขอบคุณ   ข้อมูลบางส่วนจาก                                        รองศาสตราจารย์ ดร.สนั่น จอกลอย
อาจารย์คณะเกษตรศาสตร์ มหาวิทยาลัยขอนแก่น
powered by ธุรกิจไทย GO ONLINE